
ว่ากันด้วยเรื่องของ “อารมณ์” และ “จิตวิทยา” แล้วนั้น… ทั้งสองอย่างเป็นสิ่งที่เราสามารถส่งผลต่อการทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน การแข่งขันต่างๆ หรือแม้กระทั้งเรื่องของการ “เทรดหุ้น” ก็ล้วนแล้วส่งผลทั้งสิ้น วันนี้เราอยากจะพาทุกๆ ท่านที่เป็นนักเทรดหุ้นทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ไปศึกษาเกี่ยวกับ “จิตวิทยาการเทรดหุ้น” เผื่อเป็นแนวทางในการระมัดระวังในการเทรดหุ้นในครั้งถัดๆ ไปกันครับ เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา เราไปศึกษาพร้อมๆ กันเลยครับ
จิตวิทยากับการเทรดหุ้น สัมพันธ์กันอย่างไร?
จิตวิทยาการเทรดหุ้น (Trading Psychology) คือ การเข้าใจและจัดการอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมของตนเองที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการซื้อขายหุ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของเทรดเดอร์ไม่แพ้ความรู้ทางเทคนิคหรือพื้นฐานเลย
จิตวิทยากับการเทรดหุ้นมี “ความสัมพันธ์โดยตรงและลึกซึ้ง” เพราะการตัดสินใจซื้อขายหุ้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้หรือเครื่องมือวิเคราะห์เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับ “สภาพจิตใจ” และ “การควบคุมอารมณ์” ของเทรดเดอร์ในแต่ละช่วงเวลาอย่างมาก โดยความสัมพันธ์ระหว่าง “จิตวิทยา” กับ “การเทรดหุ้น” สามารถกล่าวเป็นข้อย่อยได้ดังต่อไปนี้
●อารมณ์กระทบการตัดสินใจ มีผลต่อความกลัวอาจทำให้รีบขายหุ้นที่ยังมีแนวโน้มดี ในบาครั้งความโลภอาจทำให้ถือหุ้นต่อแม้มีสัญญาณควรขาย อีกทั้งเรื่องของความหวังอาจทำให้ไม่กล้าตัดขาดทุนเมื่อตลาดผิดทาง
●ความใจร้อน vs ความอดทน เพราะเทรดเดอร์ที่ใจร้อน มักพลาดจังหวะเพราะเข้าซื้อหรือขายเร็วเกินไป ผู้ที่มีวินัยและความอดทน จะรอให้เงื่อนไขครบตามแผนก่อนค่อยตัดสินใจ
●ความมั่นใจมากเกินไป (Overconfidence) หลังเทรดได้กำไรบ่อย อาจเริ่มเสี่ยงเกินแผน จนนำไปสู่การขาดทุนหนัก
●การรู้จักตัวเอง = ความได้เปรียบ การเข้าใจว่าเรามีแนวโน้มจะกลัวหรือโลภในสถานการณ์ไหน ช่วยให้เตรียมรับมือกับพฤติกรรมของตนเองได้ดีขึ้นในอนาคต
●การควบคุมจิตใจช่วยลดความเสี่ยง เทรดเดอร์ที่ควบคุมอารมณ์ได้ดี มักตัดสินใจอย่างมีเหตุผลจะสามารถลดโอกาสตัดสินใจผิดพลาดจากแรงกระตุ้นชั่ววูบ
ภาวะทางอารมณ์แบบใดของผู้เทรดไม่ควรเทรดหุ้น
อารมณ์และจิตวิทยาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เทรดเดอร์จำนวนมากขาดทุน ดังนั้น การรู้ตัวเมื่ออยู่ในภาวะเหล่านี้และหยุดพักจึงเป็นสิ่งจำเป็น
- ความเครียด / ความเหนื่อยล้า / ไม่สบาย:
- ทำไม: การนอนไม่พอ, ความเจ็บป่วย, หรือความเครียดจากเรื่องส่วนตัว (งาน, ครอบครัว, หนี้สิน) จะส่งผลให้ความสามารถในการตัดสินใจลดลง ขาดสมาธิ และทำให้มองข้ามสัญญาณสำคัญ
- ควรทำ: หยุดพักจากการเทรดโดยสิ้นเชิง ให้ร่างกายและจิตใจได้ฟื้นตัว
- อารมณ์รุนแรง (โกรธ, หงุดหงิด, เศร้า, กลัว, ตื่นเต้นเกินไป):
- ทำไม: อารมณ์เหล่านี้มักนำไปสู่การเทรดด้วยอารมณ์ (Emotional Trading) ไม่ใช่ด้วยเหตุผลและแผนที่วางไว้ เช่น
- อยากแก้แค้น (Revenge Trading): เมื่อขาดทุน อยากเอาคืนตลาดทันที ทำให้เปิดสถานะใหญ่ขึ้น หรือเทรดบ่อยขึ้นโดยไม่มีการวิเคราะห์ที่ดี
- โลภ (Greed): เมื่อกำไรติดกัน รู้สึกฮึกเหิม อยากได้กำไรมากขึ้นเรื่อยๆ อาจเปิดสถานะใหญ่เกินตัว หรือไม่ยอมขายทำกำไรตามแผน
- กลัว (Fear): กลัวตกขบวน (FOMO – Fear Of Missing Out) ทำให้รีบเข้าซื้อตามคนอื่น หรือกลัวขาดทุนทำให้รีบขายหุ้นดีๆ ออกไป
- กระวนกระวาย / กังวล: การเฝ้าหน้าจอมากเกินไป ติดตามราคาตลอดเวลา ทำให้จิตใจไม่สงบ ตัดสินใจผิดพลาดง่าย
- ควรทำ: หยุดพัก หายใจเข้าลึกๆ ทบทวนแผนการเทรด หรือเดินออกจากหน้าจอไปทำกิจกรรมอื่นเพื่อสงบสติอารมณ์
- ทำไม: อารมณ์เหล่านี้มักนำไปสู่การเทรดด้วยอารมณ์ (Emotional Trading) ไม่ใช่ด้วยเหตุผลและแผนที่วางไว้ เช่น
- การไม่มีแผนการเทรดที่ชัดเจน:
- ทำไม: หากไม่มีแผนการเข้าซื้อ, จุดทำกำไร, และจุดตัดขาดทุนที่ชัดเจน คุณจะเทรดตามอารมณ์และกระแส ซึ่งนำไปสู่การขาดทุนในระยะยาว
- ควรทำ: หยุดเทรดจนกว่าจะมีแผนที่ชัดเจน และมีวินัยในการปฏิบัติตามแผนนั้น
- เงินทุนไม่พอ หรือเป็นเงินร้อน:
- ทำไม: หากคุณใช้เงินที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเป็นเงินที่กู้ยืมมาเทรด ความกดดันจะสูงมาก ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจ ทำให้คุณ “ต้องชนะ” และเมื่อขาดทุนจะยิ่งเครียดและตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย
- ควรทำ: ใช้เฉพาะ “เงินเย็น” ที่พร้อมจะสูญเสียได้เท่านั้น และมีเงินทุนเพียงพอที่จะบริหารความเสี่ยงตามแผน
- การเทรดมากเกินไป (Overtrading):
- ทำไม: ซื้อขายบ่อยครั้งเกินไปโดยไม่มีสัญญาณที่ชัดเจน หรือเปิดหลายสถานะพร้อมกันมากเกินกว่าที่พอร์ตจะรับไหว ซึ่งนำไปสู่ความเครียดและการขาดทุนสะสม
- ควรทำ: มีวินัยในการเทรดตามแผน ไม่เทรดพร่ำเพรื่อ รอจังหวะที่เหมาะสมจริงๆ เท่านั้น
และนี้ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อมูลที่เกี่ยวกับ “จิตวิทยาการเทรดหุ้น” ที่ทุกๆ ท่านได้อ่านมาในข้างต้น หลังจากผ่านการอ่านและศึกษามาแล้ว เราหวังว่าจะช่วยให้ท่านเทรดหุ้นอย่างรอบคอบกันมากขึ้นนะครับ
